Tuesday, October 8, 2013

มุมขาว ดำ


      หล่อนก็แค่ผู้หญิงหากินในผับในบาร์คนหนึ่งที่ไม่มีตำแหน่งโก้หรูจะกล้าบอกใครได้เต็มปากเต็มคำเหมือนหญิงสาวออฟฟิตที่ทำงานในห้องที่อวลอับด้วยไอแอร์ มีเงินเดือนสูงๆ แต่งตัวสวยๆ และมีเกียรติ ศักดิ์ศรีให้ยืนได้ในสังคม ชีวิตของหล่อนแวดล้อมไปด้วยอบายมุขทั้งบุหรี่สุรายาเมาและความด้อยค่าในเพศที่ถูกใครต่อใครมองด้วยความหยามเกียรติ แต่ทำเช่นไรได้ ในเมื่อหล่อนมีอีกสองชีวิตที่ต้องเลี้ยงดู คนหนึ่งคือลูกในไส้ที่ติดมากับฝรั่งนิโกรผิวหมึกที่พร่าพรมจรรย์หล่อนไปอย่างไม่ใยดี หนำซ้ำทำลายชีวิตของหล่อนให้ตกอับต่ำต้อยและต้องต่อสู้ยืนหยัดอย่างลำพัง ส่วนอีกคนหนึ่งนั้นก็คือแม่ของหล่อนเองที่พิการทางสายตามองไม่เห็นมาตั้งแต่อุบัติเหตุทางรถเมื่อห้าปีก่อน และอุบัติเหตุครั้งนั้นก็คร่าผู้เป็นพ่อไปจากหล่อนด้วย
      ชีวิตของหล่อนหากจะเขียนเป็นนิยายสักเล่มก็เป็นนิยายดราม่าที่คงไม่มีใครกล้าหยิบขึ้นมาเปิดอ่านอย่างแน่นอนเพราะความรัดทดหดหู่ใจไม่ใช่เรื่องราวที่คนในสังคมยุคปากกัดตีนถีบอยากเปิดอ่านสักเท่าไหร่นัก
      ฉันเฝ้าสังเกตหล่อนมาสี่ซ้าห้าวันแล้ว ทุกครั้งที่เดินผ่านบาร์ในซอยแห่งนั้น ฉันมักจะเห็นหล่อนนั่งดื่มวิสกี้กับฝรั่งร่างยักษ์หรือไม่ก็ฝรั่งรุ่นพ่อที่ใกล้จะเข้าโลงอยู่รอมร่อ คะเนจากสายตาหล่อนคงมีอายุใกล้ชนสามสิบ ผิวคล้ำในชุดสีดำก็คงไม่แตกต่างจากหญิงหากินกลางคืนทั่วๆ ไป และแน่ละ...หล่อนก็คงจะถูกมองจากสังคมภายนอกว่าเป็นหญิงเลวไม่ควรค่าแก่การคบค้าสมาคม ซึ่งเป็นธรรมดาของคนในสังคมนี้ที่แทบจะตัดสินทุกสิ่งทุกอย่างจากเปลือกนอกที่มองเห็นเท่านั้น
     ตั้งแต่ฉันมาเปิดเคาเตอร์ทัวร์อยู่ในซอยนี้ ฉันมักจะพบเห็นหล่อนเกือบทุกวัน บางครั้งเราเดินสวนกันแต่มิเคยเลยสักครั้งที่จะมองหน้าหรือเอ่ยปากทักทาย เราต่างมีกำแพงกั้นกางมิตรภาพระหว่างกัน มีความคิดไปคนละมุมและมีความหยิ่งในศักดิ์ศรีของตัวเอง ในบางวัน ฉันเห็นหล่อนเดินขึ้นไปกับฝรั่งในโรงแรม และในบางครั้งฉันก็เห็นหล่อนนั่งเหม่อลอยอยู่หน้าร้านอาหารแห่งหนึ่ง หล่อนไม่ใช่คนสวยที่ใครจะหันมามองและไม่ใช่คนดีพอที่สังคมจะมาสนใจ
     เที่ยงวันหนึ่ง หลังฝนหยุดโปรย ฉันเดินเข้าไปในร้านอาหารที่หล่อนนั่งเฝ้าอยู่ เป็นครั้งแรกที่ฉันเอ่ยปากกับหล่อนและนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นบทใหม่ของชีวิต ใช่...บทใหม่ของชีวิตที่มีบทเก่าซ้อนทับอยู่ มันคือพลังของความทรงจำในอดีตที่ก่อเกิดขึ้นมาในใจของฉัน
     ปลายฤดูหนาวของปี ๒๕๔๕ หล่อนตัดสินใจลาออกจากโรงเรียน ภายหลังอุบัติทางรถที่คร่าชีวิตผู้เป็นพ่อและเปลี่ยนผู้เป็นแม่เป็นคนซึมเศร้า ชีวิตของหล่อนคล้ายจ่ออยู่ปากเหว ราวฝุ่นธุลีที่ล่องลอยอยู่กลางอากาศ เมื่อลมพัดไปทางไหนก็ปลิวไปทางนั้น หล่อนไม่มีญาติสนิทมิตรสหายที่จะยื่นมือเข้ามาช่วย หล่อนเคว้งคว้างอยู่เช่นนั้นตราบได้พบหลวงพ่อองค์หนึ่งผู้ชี้ทางสว่างและปลุกพลังใจของหล่อนให้ลุกขึ้นอีกครั้งและก้าวเดินไปบนเส้นทางใหม่ของชีวิต
     กลางปี ๒๕๔๖ หล่อนตัดสินใจพาแม่เข้ามาในกรุงเทพฯ อาศัยอยู่ในเพิงโทรมๆ ริมทางรถไฟแห่งหนึ่งและอ้อนวอนให้เพื่อนบ้านดูแลแม่ที่มองไม่เห็นระหว่างที่หล่อนออกไปทำงานในร้านอาหาร หะแรกหล่อนเป็นแค่พนักงานเสิร์ฟบ้านนอกคนหนึ่ง ได้รับเงินเดือนไม่กี่พัน และไม่เจนจัดเรื่องแสง สี เสียง เมื่อเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่าน ชีวิตย่อมกระสันถึงความไหววุ่นมากขึ้น หล่อนถูกชักชวนให้มาทำงานในบาร์แห่งหนึ่ง เงินเดือนที่ได้รับนั้นไม่เท่าไหร่ แต่ค่าทิป ค่าบริการต่างๆ นั้นโขอยู่ หล่อนมีเงินให้จับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น ชีวิตโลดแล่นเต็มไปด้วยสีสัน และวันหนึ่งนั้นหล่อนก็ได้พบกับฝรั่งผิวหมึกที่บาร์ดังกล่าว เพราะฤทธิ์ซาตานในน้ำสีอำพันทำให้หล่อนเผลอกายและใจให้กับเจ้านิโกรร่างยักษ์ไปอย่างไร้สติ พอตื่นขึ้นมาอีกวันโลกก็พลันพลิกผันสู่บทเริ่มต้นของการเดินทางอีกครั้ง....
     หล่อนตั้งท้องอย่างไม่เต็มใจและในวันที่คลอดลูกออกมา เจ้าผิวหมึกก็ทิ้งหล่อนไปอย่างไร้วี่แวว ชีวิตถึงคราตกต่ำอีกครั้ง หล่อนมีภาระมากขึ้น เพื่อนฝูงที่เคยร่วมสุขกันมาก็หายหน้าหายตายามมีความทุกข์ และนับแต่นั้นหล่อนก็ใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยบนถนนสายโลกีย์ที่เรือนร่างของหล่อนมีค่าเพียงเศษเงินเท่านั้น
     จะเป็นแก้วที่เท่าไหร่แล้วที่ฉันกระดกเจ้าน้ำสีเข้มเข้าปากรวดเดียวหมด ภายหลังพูดคุยกับหล่อนที่ร้านอาหารเมื่อตอนกลางวัน ฉันก็มาหาหล่อนอีกครั้งที่บาร์แห่งนี้ หากค่ำคืนนี้ฉันจะชวนหล่อนออกไปนั่งพูดคุยกันสองต่อสองในอีกมุมหนึ่งของกรุงเทพ มันจะเป็นเรื่องที่ผิดหรือไม่...แน่ละ...ฉันคงจะลังเลใจเหมือนผู้ชายหลายๆ คนที่จะยอมมีปฏิสัมพันธ์กับผู้หญิงกลางคืน แต่...ฉันขอสารภาพจากก้นบึ้งของหัวใจว่า ฉันหลงรักผู้หญิงคนนี้นับแต่วันแรกที่ฉันพบเธอในชั้นมัธยมเมื่อสิบปีที่แล้วและในวันนั้นหล่อนเป็นผู้หญิงที่เรียนเก่ง หน้าตาสดใส และมีความน่ารักประสาวัยรุ่น แต่เพราะวิบากกรรมแต่ชาติปางก่อนทำให้ชีวิตหล่อนพลิกผันถึงเพียงนี้ ฉันยังจำประโยคสุดท้ายที่หล่อนเอ่ยกับฉันก่อนเราสองจะแยกจากกันได้ดีตลอดมา หล่อนพูดว่า
"1 ปี 3 ปี หรือ 5 ปี จากนี้ไป เราจะเป็นอย่างไร เราจะเป็นอะไรกันแน่ เมื่อเราเป็นผู้ใหญ่กว่านี้ อาจเป็นครู...เป็นแม่คน...และถึงแม้ฉันจะมองไม่เห็นว่าตัวฉันเป็นเช่นไร แต่เวลาที่ฉันหลับตาลงครั้งใด ฉันก็จะเห็นเธออยู่ในความทรงจำตลอดไป"*
ฉันปล่อยน้ำตาไหลออกมาเต็มร่องแก้มและโผกอดหล่อนอย่างคิดถึง ความทรงจำในวัยเยาว์ประเดประดังเข้ามาราวพายุบุแคม ความเจ็บปวดในใจเราปะทุขึ้นราวเปลวเพลิงที่โหมได้ที่ ฉันยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาหล่อนและดึงแขนขึ้นก่อนพาหล่อนออกจากบาร์แห่งนั้นโดยมีสายตาใครต่อใครมองทุกการเคลื่อนไหวของเรา

*จากหนังเรื่อง Blue Gate Crossing

Saturday, September 3, 2011

มหัศจรรย์วันธรรมดา...ของเด็กเลี้ยงวัว


มหัศจรรย์วันธรรมดา...ของเด็กเลี้ยงวัว เขียนโดย สุรีรัตน์ โพธิ์ทอง หรือพี่ MeOmee นักคิด นักเขียน และนักแบ่งปัน...

หนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นจาก ความทรงจำในวัยเด็ก คิดถึงทีไรก็ทำให้รู้สึกว่าได้ผ่านการผจญภัยยิ่งใหญ่ที่น้อย คนนักจะได้สัมผัส ทำให้รู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง ซึ่งเป็น ความรู้สึกที่แตกต่างกับสิ่งที่คิดในวัยเด็ก ที่คิดว่าเราเป็น เด็กที่มีชีวิตยากลำบาก ต้องตากแดดลมฝนในการทำหน้า ที่ของตนเอง

แต่เมื่อเติบโตขึ้นและลองมองย้อนกลับไป รู้สึก ว่าประสบการณ์ที่ผ่านมาช่างมีคุณค่า ต้นทุนประสบการณ์ ในวัยเด็กนี้เป็นเสมือนภูมิคุ้มกันช่วยสร้างเกราะกำบัง ให้ชีวิตและจิตใจ ช่วยให้แข็งแกร่งขึ้น และเมื่อเจอสิ่งที่ ยากลำบาก ก็ทำให้คิดได้ว่าที่ผ่านมาเราเคยเจอสิ่งที่ลำบาก กว่านี้ หรือเมื่อเราเจอสิ่งที่ทำให้จิตใจชื่นบาน ตัวเองก็ได้ ลิ้มรสเต็มที่ เพราะรู้ว่ามันเป็นสิ่งที่หอมหวานเพียงได้ ทุก สิ่งทุกอย่างเป็นต้นทุนในการสร้างกำลังใจสำหรับตัวเอง

สุดท้ายหวังว่าเมื่อได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว ผู้ใหญ่ ทุกคนจะมีโอกาสได้ย้อนนึกถึงเรื่องราวการใช้ชีวิตในสมัย วัยเด็กของตนเอง ไม่ลืมรากเหง้าที่หล่อหลอมให้เราเป็น คนดีคนหนึ่งของสังคม ส่วนเด็กๆหรือเยาวชน เมื่อได้อ่าน หนังสือเล่มนี้แล้วก็อยากให้มีกำลังใจ สามารถมองเห็นมุม ดีๆที่ได้รับจากเหตุการณ์ต่างๆซึ่งได้ประสบพบเจอ เพื่อจะ ได้ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีความสุขต่อไป


เพื่อนๆ ที่สนใจหนังสือเล่มนี้สามารถสั่งซื้อได้ที่ร้านแดนดินบุ๊คออนไลน์ตามลิงค์นี้ไปเลยครับ

http://www.daendinbookonline.com




Saturday, August 27, 2011

หัวขโมยแห่งบารามอส




หัวขโมยแห่งบารามอส
นับเป็นวรรณกรรมเยาวชนแนวขบขันสนุกสนาน ผ่อนคลายอารมณ์ และปนแนวแฟนตาซี โดยนักเขียนชาวไทยที่ใช้นามแฝงว่า "แรบบิท" จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์สถาพรบุ๊คส์ หัวขโมยแห่งบารามอส เป็นวรรณกรรมที่ติดอันดับ 10 ใน 101 เล่มวรรณกรรมในดวงใจนักอ่านและนักเขียน จากการสำรวจของสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ประจำปี 2553

วรรณกรรมชุด หัวขโมยแห่งบารามอส บอกเล่าเรื่องราวความขัดแย้งของสองแผ่นดินที่เป็นอริกันมานาน หนึ่งนั้นเป็นดินแดนแห่งความมืดของเหล่าปีศาจนาม "เดมอส" และอีกหนึ่งคือดินแดนมนุษย์สีขาวบริสุทธิ์นาม "เอเดน" โดยเลือกเอาเหตุการณ์ในช่วงเวลาหนึ่งในชีวิตของ "ธิดาแห่งความมืด" เจ้าหญิงผู้มีบทบาทสำคัญในตำนานของทั้งสองแผ่นดิน มาถ่ายทอดผ่านมุมมองของตัวเอกและตัวดำเนินเรื่อง เฟริน เดอเบอโรว์ หัวขโมยธรรมดาที่ชีวิตมีอันต้องเข้าไปพัวพันกับสิ่งวิเศษทั้งสี่ เริ่มจากการจับพลัดจับผลูเข้าไปเรียนในโรงเรียนพระราชา ก่อนจะคืนฐานะสู่ความเป็นเจ้าหญิง พบรักกับเจ้าชาย และได้เป็นผู้หนึ่งที่พลิกสถานการณ์สงครามครั้งสำคัญระหว่างเอเดนและเดมอ สให้จบลงด้วยดี

เพื่อนๆ ที่รักการอ่านแนววรรณกรรมเยาวชน (young adult fiction) ต้องไม่พลาดที่จะอ่านเรื่อง หัวขโมยแห่งบารามอส เพราะ หนังสือเล่มนี้จะทำให้เพื่อนๆ กล้าคิด กล้าฝัน และกล้าผจญไปในโลกกว้าง เพื่อนๆ จะเต็มอิ่มไปด้วยเสียงหัวเราะ รอยยิ้ม และความสนุกสนานที่จะก่อเกิดขึ้นในหัวใจของทุกๆ คน

สำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจหนังสือเล่มดังกล่าวในราคาสุดพิเศษสามารถเข้าไปอ่านรายละเอียดได้ที่

http://www.daendinbookonline.com/

ขอบคุณ wikipedia สำหรับข้อมูลดังกล่าว